เครื่องหมายรับรองความน่าเชื่อถือธุรกิจออนไลน์ ยกระดับความเชื่อมั่นให้ลูกค้า

หัวข้อ : เครื่องหมายรับรองความน่าเชื่อถือธุรกิจออนไลน์ ยกระดับความเชื่อมั่นให้ลูกค้า
อ่านเพิ่มเติม : https://www.dbd.go.th/download/ecommerce_file/pdf/dbd_ecommmanual_openshopoonline_6202.pdf

 

ปัจจุบันที่ร้านต่าง ๆ มีการลงขายสินค้าช่องทางออนไลน์กันมากขึ้น การแข่งขันจึงสูงขึ้นตามมา เพราะบางร้านอาจเป็นสินค้าประเภทเดียวกันกับธุรกิจคุณ หนึ่งในวิธีที่จะช่วยดึงลูกค้าสู่ร้านของคุณคือการสร้างความน่าเชื่อถือ สร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อ ซึ่งจะช่วยให้ร้านของคุณดูโดดเด่นจากคู่แข่งได้ สำหรับร้านค้าออนไลน์ที่ต้องการยกระดับการสร้างความเชื่อมั่นแก่ลูกค้า ต้องมีเครื่องหมายรับรองความน่าเชื่อถือ (DBD Verified) โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

เครื่องหมายรับรองความน่าเชื่อถือแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับ Silver ระดับดี, Gold ระดับดีมาก และ Platinum ระดับดีเด่น โดยออกให้แก่ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่จดทะเบียนและมีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กําหนด เป็นการบ่งบอกว่าเว็บไซต์นั้น ๆ มีคุณภาพผ่านเกณฑ์ประเมินตามมาตรฐาน เมื่อผ่านการตรวจประเมินแล้วจะได้รับเครื่องหมายรับรองความหน้าเชื่อถือ ซึ่งผู้ประกอบการสามารถนำไปติดบนหน้าเว็บไซต์ได้ เครื่องหมายจะมีอายุการใช้งาน 1 ปีนับตั้งแต่วันอนุญาตและสามารถยื่นต่ออายุได้ปีต่อปี

 

คุณสมบัติของผู้ขออนุญาตใช้เครื่องหมาย

  • บุคคลธรรมดา/นิติบุคคล ที่ประกอบธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
  • จัดส่งงบการเงิน (กรณีเป็นนิติบุคคล)
  • จดทะเบียนพาณิชย์สําหรับธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
  • เป็นเจ้าของโดเมนเนม
  • มีระบบการสั่งซื้อ การชําระเงิน และการจัดส่ง
  • ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายและไขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
  • สินค้าหรือบริการ จะต้องเป็นไปตามประเภทธุรกิจของพาณิชยกิจที่ได้จดทะเบียนพาณิชย์และไม่ขัดต่อกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง
  • สินค้าหรือบริการที่อาจส่งผลกระทบต่อเด็กหรือเยาวชน จะต้องจัดให้มีข้อความเตือนบนเว็บไซต์เพื่อให้ความคุ้มครองสิทธิแก่เด็กและเยาวชน

 

การยื่นขออนุญาตใช้เครื่องหมาย

สามารถยื่นผ่านทาง www.trustmarkthai.com
หรือ กองพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
โทร. 02-547-5961 หรืออีเมล์ dbd-verifed@dbd.go.th

 

Published on 24 September 2020
SMEONE เพิ่มโอกาสให้ SME ไทย

 

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความแนะนำ

การตลาดดิจิทัล อาวุธโลกธุรกิจหลังโควิด-19

หัวข้อ : Future of Marketing: การตลาดดิจิทัล อาวุธโลกธุรกิจหลังโควิด-19
อ่านเพิ่มเติม : https://www.scb.co.th/th/personal-banking/stories/business-maker/future-of-marketing.html

 

 

การตลาดในโลกธุรกิจหลังโควิด-19 จะเปลี่ยนไปอย่างไร? คุณศิวัตร เชาวรียวงษ์ CEO แห่ง Group M เอเจนซี่ระดับแนวหน้าของวงการ ผู้อยู่เบื้องหลังการวางกลยุทธ์สื่อโฆษณาและการตลาดขององค์กรธุรกิจและแบรนด์สินค้ามากมายในทุกอุตสาหกรรม มาร่วมแชร์ประสบการณ์ในการปรับกลยุทธ์รับมือให้บริษัทอยู่รอดจากวิกฤตที่เกิดขึ้นและอนาคตที่จะมาต่อจากนี้

 

เปลี่ยนจากขายแต่หน้าร้าน เป็นขายออนไลน์

ธุรกิจขนาดใหญ่หลายธุรกิจยังคงใช้จ่ายงบสื่อโฆษณาไม่เปลี่ยนไปจากเดิมมากนัก แต่มีการปรับรูปแบบโฆษณาให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้น เช่น ธุรกิจยานยนต์ ที่ไม่สามารถจัดงานมอเตอร์โชว์ได้ ปรับเปลี่ยนมาใช้ช่องทางโฆษณาออนไลน์เป็นหลัก โดย

– โฆษณาโดยใช้ช่องทางการเซิสคำค้นหาบนเว็บไซต์ เช่น กูเกิ้ล (google) เพราะการที่มีคน เซิสคำค้นหาเกี่ยวกับรถ แสดงว่ามีความต้องการในตลาดอยู่
– กรณีที่ลูกค้ายังไม่ซื้อ ใช้วิธีการเก็บข้อมูล และยิงโฆษณาซ้ำเข้าหาลูกค้าที่สนใจ (Remarketing)

 

พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน กลยุทธ์การตลาดเปลี่ยน

ธุรกิจสินค้าเครื่องสำอาง ดูแลผิว

– สิ่งที่เปลี่ยนไปคือช่องทางการจำหน่าย เพราะห้างปิดลูกค้าจำเป็นต้องซื้อทางอีคอมเมิร์ซ ทำให้ได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ อาจมีลูกค้าบางส่วนที่ไม่กลับไปซื้อที่หน้าร้านอีก
– การทำโฆษณาควรใช้ข้อมูลลูกค้าที่ได้จากตอนขายออนไลน์ มาทำกลยุทธ์ยิงโฆษณาหาลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย หรือลูกค้าเก่าที่คุ้นเคยกับสินค้า มากกว่าจะดึงลูกค้าใหม่จากแบรนด์อื่น
ธุรกิจสินค้ากลุ่มของใช้ประจำวัน
– ผู้บริโภคส่วนใหญ่ในก่อนหน้านี้อาจไม่ค่อยซื้อผ่านทางออนไลน์ แต่ช่วงล็อกดาวน์ มีความจำเป็นต้องสั่ง เมื่อห้างเปิดบางกลุ่มยังคงซื้อออนไลน์อยู่ เราจึงต้องมองให้ออกว่าลูกค้าอยู่กลุ่มไหน มีสัดส่วนอย่างไร

ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม

– ร้านไหนที่มีจุดเด่นเป็นตัวอาหารและทำการส่งถึงบ้านอยู่แล้ว ช่วง Covid-19 ก็เป็นช่วงที่ขายดียิ่งขึ้น แต่ถ้าร้านมีจุดเด่นที่บริการ จำเป็นต้องปรับตัวมากกว่า สิ่งที่หลายร้านเลือกทำคือ จัดโปรโมชั่นลดราคาพิเศษ หรือออกเมนูใหม่ให้เหมาะกับการส่งเดลิเวอรี่
– ร้านอาหารบางร้านเลือกใช้วิธีขายบัตรกำนัลหรือคูปองเงินสดให้ลูกค้าไปก่อน เพื่อเอาเงินสดเข้ามา
– ขนมทำง่ายๆ อย่าง ขนมเบื้อง ขนมโตเกียว จะมีการขายวัตถุดิบเป็นอาหารแบบทำเองได้ที่บ้าน เป็นที่นิยมมากเพราะลูกค้ารู้สึกสนุกในการทำอาหาร
– กรณีศึกษาจาก KFC ที่ต้องปรับเปลี่ยนขั้นตอนการทำงานให้ส่งทันกับออเดอร์ที่มีเข้ามามากขึ้น และมีการปรับกลยุทธ์สื่อสารว่าจะใช้ไก่ KFC มาปรุงทำอาหารที่บ้านอะไรได้บ้าง

ธุรกิจท่องเที่ยว การโรงแรม

– โรงแรมที่พักหรือธุรกิจท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวต่างชาติได้รับผลกระทบหนัก เพราะกลุ่มลูกค้าหลักหายไป บางโรงแรมก็ต้องปิดชั่วคราว หรือลดขนาด และรัดเข็มขัดลดค่าใช้จ่าย
– หลายโรงแรมมีการปรับตัว โดยเลือกเปลี่ยนมาขายร้านอาหาร เซอร์วิสในโรงแรม
– ในทางการตลาดดิจิทัลถ้ายังมีคนเซิสค้นหาที่พักอยู่ เช่นกลุ่มลูกค้าคนไทย ก็แปลว่ายังมีความต้องการห้องพักอยู่ เป็นโอกาสเข้าไปทำตลาดกับลูกค้ากลุ่มนี้
– การทำตลาดกับลูกค้าเก่า สำหรับโรงแรมที่พักที่มีระบบข้อมูลลูกค้าเดิมดีอยู่แล้ว ก็สามารถใช้กลยุทธ์ทำการตลาดออนไลน์กับลูกค้าเก่าได้หลากหลาย เช่น เสนอส่วนลดพิเศษ ยิงโฆษณา ฯลฯ
– ธุรกิจโรงแรมไทยต้องเตรียมตัวรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ด้วยชื่อเสียงที่ไทยจัดการโควิดมีประสิทธิภาพทำให้เรามีภาษีดีกว่าที่อื่น และทำการตลาดด้านอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย ทำอย่างไรให้ลูกค้าได้รับความคุ้มค่า  ประสบการณ์ที่ดีขึ้นกว่าเดิมเพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวอยากมา

 

การตลาดที่มีประสิทธิผล ทำให้ผลกำไรดีขึ้น

สิ่งสำคัญคือต้องดูว่าพฤติกรรมลูกค้าจะเปลี่ยนไปอย่างไร ทั้งการใช้จ่าย ความต้องการสินค้า กลยุทธ์ที่ใช้ในการทำการตลาด ดังนี้

– ใช้ข้อมูลลูกค้าที่มีอยู่แบ่งกลุ่มลูกค้าเป็นกลุ่มต่างๆ เพื่อเจาะหาลูกค้าให้แม่นยำขึ้นกว่าเดิม ซึ่งโชคดีที่เครื่องมือการตลาดดิจิทัลมีความสามารถในการสื่อสารหาลูกค้าได้แม่นยำอยู่แล้ว
– เมื่อแบ่งกลุ่มลูกค้าได้ถูก เลือกแพลตฟอร์มได้เหมาะสม ก็จะสามารถยิงโฆษณาสู่ลูกค้าแต่ละคนได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น
– ควรมีการปรับและวัดผลโฆษณาอยู่ตลอดเวลา พร้อมเสริมกลยุทธ์ระหว่างทาง ก็จะมีสร้างยอดขายได้มากที่สุด เรียกว่าใช้งบได้คุ้มค่า มีประสิทธิภาพสูงสุด และมีเงินเหลือทำโปรโมชั่นอื่นๆ ได้

 

 

Published on 24 September 2020
SMEONE เพิ่มโอกาสให้ SME ไทย

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความแนะนำ

อยากเริ่มต้นธุรกิจเพื่อสุขภาพทำอย่างไร?

หัวข้อ : คู่มือการให้คำปรึกษาธุรกิจ SMEs
อ่านฉบับเต็มเพิ่มเติม : https://www.dbd.go.th/download/promotion_file/manual_sme600529.pdf

 

ธุรกิจบริการเพื่อสุขภาพ เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าสนใจในตอนนี้ เนื่องจากสถานการณ์โรค COVID-19 ทำให้หลายประเทศทั่วโลกมองเห็นศักยภาพทางด้านการดูแลสุขภาพของไทย นอกจากจะเป็นแหล่งสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศแล้วยังก่อให้เกิดรายได้ต่อเนื่องกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ อีกด้วย

บริการเพื่อสุขภาพ ประกอบไปด้วยธุรกิจต่างๆ ดังนี้

(1) ธุรกิจบริการทางแพทย์

(2) ธุรกิจสปา

(3) ธุรกิจนวดแผนไทย (รักษาโรค)

(4) ธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

 

ขั้นตอนในการประกอบธุรกิจบริการเพื่อสุขภาพ

1) กำหนดกลุ่มเป้าหมายและออกแบบธุรกิจที่แตกต่าง ตัวอย่าง ธุรกิจสปา 

  • ควรกำหนดว่าลูกค้าจะเป็นระดับบน กลาง หรือล่าง 
  • กลุ่มลูกค้ามีลักษณะอย่างไร ทั้งอายุ อาชีพ การใช้ชีวิต 
  • ขั้นตอนการออกแบบธุรกิจ รูปแบบของร้านและจุดเด่น ที่ทำให้มีความโดดเด่นแตกต่างจากที่อื่น อาจจะเป็นวิธีการทำสปาแบบใหม่ การตกแต่งที่ไม่เหมือนใคร โปรแกรมเสริมอื่น ๆ ที่สามารถดึงดูดลูกค้าได้เป็นต้น 
  • สิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมากสำหรับธุรกิจบริการเพื่อสุขภาพ คือการออกแบบประสบการณ์ของลูกค้าตั้งแต่เข้ามาในร้าน จนกระทั่งใช้บริการเสร็จสิ้นว่าในแต่ละขั้นตอน ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของลูกค้าจะต้องได้รับประสบการณ์อย่างไรบ้าง

 

2) หาทำเลที่ตั้งที่เหมาะสม การทำธุรกิจบริการเพื่อสุขภาพ ทำเลเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างมาก

  • ควรเลือกทำเลที่ใกล้จุดพักอาศัย หรืออยู่ใจกลางออฟฟิศ
  • ต้องง่ายต่อการมองเห็น ง่ายต่อการมองหา และไม่ดูลึกลับ เพราะจะต้องทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นเรื่องความปลอดภัย
  • ที่จอดรถก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน หากกลุ่มลูกค้าเป็นคนที่ขับรถมาใช้บริการ

 

3) จัดหาและพัฒนาบุคลากร เป็นหัวใจสำคัญของการบริการเพื่อสุขภาพ

  • พนักงานให้บริการที่มีใบอนุญาตในการประกอบวิชาชีพ จากสถาบันที่คนทั่วไปให้การยอมรับ เช่น สำหรับพนักงานนวดแผนไทย ต้องได้ใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ ซึ่งอาจจะได้รับการอบรมจากโรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพนฯ (วัดโพธิ์) หรือ โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร เป็นต้น
  • ผู้ประกอบการจะต้องให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสม เพื่อจูงใจพนักงานในการทำงาน รวมทั้งมีการสอนขั้นตอนการให้บริการที่ชัดเจน

 

4) จดทะเบียนขออนุญาตการประกอบธุรกิจ ต้องขอใบอนุญาตต่าง ๆ ดังนี้

  • ธุรกิจบริการทางการแพทย์ และธุรกิจนวดแผนไทย เช่น คลินิกเวชกรรม คลินิกทันตกรรม คลินิกกายภาพบำบัด
  • คลินิกแพทย์แผนไทย จะต้องขอรับใบอนุญาต 2 ประเภท คือ
    • ใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล ต่ออายุทุก 10 ปี
    • ใบอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาล สำหรับผู้ให้บริการในสถานพยาบาล ต่ออายุทุก 2 ปี

เขตกรุงเทพมหานคร – ยื่นคำขอที่สำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กระทรวงสาธารณสุข 

ส่วนภูมิภาค – ยื่นที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โดยผู้ขอรับใบอนุญาตจะต้องเป็นผู้ที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ หรือใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะเท่านั้น

สำหรับธุรกิจนวดแผนไทย หากการนวดเป็นการกระทำเพื่อบำบัดโรค วินิจฉัยโรค ฟื้นฟูสมรรถภาพ ก็ถือเป็นการประกอบโรคศิลปะ ผู้ที่จะทำการนวดได้ต้องขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนไทยหรือเวชกรรมโบราณ จากคณะกรรมการวิชาชีพก่อน และต้องดำเนินการในสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาตแล้วเท่านั้น

  • ธุรกิจสปา ทั้ง 3 ประเภท สปาเพื่อสุขภาพ นวดเพื่อสุขภาพ นวดเพื่อเสริมสวย 
    • ต้องยื่นคำขอใบรับรองมาตรฐานสถานประกอบการเพื่อสุขภาพหรือเพื่อเสริมสวย (มาตรฐาน สบส.) 
    • เมื่อได้รับการอนุญาต ผู้ประกอบการจะได้รับใบรับรองมาตรฐานสถานประกอบการ และสัญลักษณ์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน 
    • เครื่องหมายสัญลักษณ์นี้จะต้องแสดงไว้ในที่เปิดเผยและมองเห็นได้ชัดเจน ณ สถานประกอบการ

สำหรับสถานประกอบการที่ไม่ได้ขอใบรับรอง จะเข้าข่ายเป็นสถานบริการ ตาม พ.ร.บ.สถานบริการ ต้องระวางโทษจำคุก 1 ปีหรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

การยื่นคำร้องขอใบอนุญาต ต้องติดต่อหน่วยงานหลักทั้งหมด 3 หน่วยงาน ดังนี้

  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ยื่นขอใบรับรองมาตรฐานสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ หรือเพื่อเสริมสวย ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดของจังหวัดที่ตั้งร้าน
  • องค์การบริหารส่วนตำบล หรือ เทศบาล ยื่นขอจดอนุญาตกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และใบอนุญาตใช้อาคาร
  • สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้า กรณีผู้ประกอบการเป็นนิติบุคคล และยังไม่ได้จดทะเบียนกิจการในรูปแบบห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด ต้องดำเนินการจดทะเบียนนิติบุคคล ณ สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้า

หลังจากยื่นคำรองแล้ว จะมีคณะกรรมการตรวจทั้งในด้านสถานที่ร้าน ผู้ดำเนินการ ผู้ให้บริการ คุณภาพของการบริการ และความปลอดภัย หากผ่านเกณฑ์การประเมินทั้งหมด จะได้รับใบอนุญาต รวมเวลาในการดำเนินงานภายใน 130 วัน

 

เกณฑ์การรับรองคุณภาพสถานประกอบการสปาเพื่อสุขภาพ

เพื่อประเมินและพัฒนาคุณภาพของธุรกิจสปา ทางกรมสนับสนุนบริการสุขภาพได้มีการตั้งเกณฑ์การรับรองคุณภาพสถานประกอบการสปาเพื่อสุขภาพ จํานวน 5 ด้านดังนี้

1. มาตรฐานด้านบริการ (Service Quality)

เพื่อตรวจสอบการบริการว่ามีการบริการครบถ้วนถูกต้อง มีคุณภาพตามหลักวิชาการตลอดจนความพึงพอใจของลูกค้า เช่น 

  • มีการกําหนดรายละเอียดที่ชัดเจน ทั้งรูปแบบของการบริการ เวลาที่บริการ และราคาที่ให้บริการ
  • มีระบบการดูแลความปลอดภัยให้กับลูกค้าระหว่างการรับบริการ
  • มีการประเมินความพอใจของลูกค้า และมีการนําผลประเมินมาปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอ
  • มีการจัดให้บริการด้านการให้คําปรึกษาและข้อมูล

2. มาตรฐานด้านบุคลากร (Skill Staff) 

เพื่อประเมินความรู้ความสามารถของพนักงาน ว่ามีคุณสมบัติที่จะบริการลูกค้าได้อย่างปลอดภัย และประทับใจ เช่น

  • สามารถสื่อสารภาษาไทยและพูดภาษาต่างประเทศได้อย่างดี
  • สามารถแนะนำลูกค้าเกี่ยวการทำงานและสิ่งอำนวยความสะดวกในสปาได้
  • มีจัดฝึกอบรมพนักงานเพื่อให้การบริการเป็นไปอย่างดีที่สุด
  • มีความสามารถในการดูแลรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของอุปกรณ์ ผลิตภัณฑ์ ในห้องทรีทเมนต์ให้ครบ พร้อมให้บริการตลอดเวลา

3. มาตรฐานด้านผลิตภัณฑ์เครื่องมือและอุปกรณ์ (Tool & Equipment)

เพื่อให้มีการจัดหาผลิตภัณฑ์ เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ดีมีคุณภาพ ไว้สําหรับบริการผู้มารับบริการ เช่น 

  • ต้องไม่มีการโฆษณาคุณภาพเป็นเท็จ หรือเกินความเป็นจริง
  • ผลิตภัณฑ์ต้องได้มาตรฐานตามเกณฑ์การรับรองจากอย.หรือกฎหมายกําหนด หรือระบุแหล่งผลิตที่ชัดเจน ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตและนําเข้าจากต่างประเทศจะต้องมีหนังสือรับรองผู้ผลิต ( Certificate of Manufacturer ) หรือหนังสือรับรองการขาย( Certificate of Free Sale )
  • มีการสอบเทียบเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้อย่างสม่ำเสมอ

4. มาตรฐานด้านการบริหารและการจัดการองค์กร (Organization & Management Quality)

เพื่อให้มีระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ เป็นการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่น

  • มีการจัดแบ่งหน้าที่พนักงานที่ชัดเจนตามตําแหน่ง
  • มีการจัดระบบการว่าจ้างและผลตอบแทนชัดเจน
  • มีระบบการฝึกอบรมที่ได้มาตรฐาน
  • มีการจัดทําคู่มือการปฏิบัติงานอย่างชัดเจน (Manual Operation)

5. มาตรฐานด้านสถานที่และสิ่งแวดล้อม (Ambient)

เพื่อให้ผู้รับบริการได้ประทับใจในสภาพแวดล้อม  เนื่องจากสปาเพื่อสุขภาพผู้รับบริการจะต้องได้รับบริการครบทั้ง 5 มิติ คือ รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส เช่น

  • บริเวณต้อนรับ แยกออกจาก่วนที่ให้บริการอย่างชัดเจน ไม่รบกวนผู้รับบริการ
  • สภาพแวดล้อมที่ดี ไม่แออัด และปราศจากมลภาวะต่างๆ
  • มีแผนผังแสดงจุดต่างๆ แสดงไว้อย่างชัดเจน
  • สถานที่มีความสะอาด และมีระบบดูแลรักษาที่ดีอย่างสม่ำเสมอ

 

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจบริการเพื่อสุขภาพ

กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข 

ผู้จัดทำเกณฑ์การรับรองคุณภาพ สถานประกอบการสปาเพื่อสุขภาพ  นอกจากนี้พนักงานผู้ที่ต้องการขอขึ้นใบทะเบียนผู้ประกอบโรคศิลปะ ก็สามารถขอที่หน่วยงานนี้เช่นกัน

เว็บไซต์ hss.moph.go.th
ที่อยู่ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ถ.ติวานนท์ อ.เมืองจ.นนทบุรี 11000
โทรศัพท์ 02 193 7999
อีเมล ict@hss.moph.go.th

 

สมาคมสปาไทย 

สามารถรับข้อมูลข่าวสาร หรือเข้าร่วมสัมมนาต่าง ๆ เกี่ยวกับธุรกิจสปา หรือร่วมออกบูธในงาน World Spa & Well-Being Convention ในเดือนกันยายนของทุกปี นอกจากนี้สมาชิกยังสามารถประกาศรับพนักงานในตำแหน่งต่าง ๆ บนเว็บไซต์ของสมาคมได้อีกด้วย

เว็บไซต์ www.thaispaassociation.com
ที่อยู่ สมาคมสปาไทย ชั้น 6 อาคารฟิโก้ เพลส ถ.สขุมวิท 21 (อโศก) แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร
โทรศัพท์ 02 3814441
อีเมล info@thaispaassociation.com

 

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

มีการเปิดอบรมหลักสูตรทั้งการนวดแผนไทย นวดกดจุด และอบรมไทยสปา

เว็บไซต์ www.dsd.go.th
ที่อยู่ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ถ.มิตรไมตรี เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร
โทรศัพท์ 02 248 3393

 

Published on 24 September 2020
SMEONE เพิ่มโอกาสให้ SME ไทย

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความแนะนำ

แฟรนไชส์อาหาร ขายอะไรยังไปต่อได้ในช่วงวิกฤติ

หัวข้อ : 10 แฟรนไชส์อาหาร ที่ยังไปได้ดีแม้เศรษฐกิจผันผวน
อ่านเพิ่มเติม : https://www.bangkokbanksme.com/en/franchise-food-investment

 

การขายอาหารการกินไปได้เรื่อย ๆ ไม่มีตกยุค ยิ่งเป็นยุคแห่งเทคโนโลยีและมีธุรกิจตัวกลางคอยเชื่อมโยงร้านอาหารกับกลุ่มลูกค้าผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ การเติบโตทางการตลาดจึงเป็นไปอย่างดี โดย Euromonitor รายงานว่าในช่วงปี 2013-2018 ยอดขายธุรกิจบริการอาหาร (Food service) ของไทยยังเติบโตได้ต่อเนื่องที่ 4% ต่อปี 

สำหรับผู้ที่อยากเริ่มต้นธุรกิจอาหาร แฟรนไชส์อาหารเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ จากแนวโน้มของตลาดที่ให้การตอบรับดีต่อเนื่อง ทั้งนี้ ก่อนจะเริ่มต้นธุรกิจอย่าลืมที่จะพิจารณาถึงผลเสียและความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ที่จะได้รับอย่างรอบคอบ เพื่อวางแผนรับมือกับสิ่งที่จะตามมาในอนาคตได้

ผู้ที่สนใจเแฟรนไชส์อาหาร นี่คือ 10 แฟรนไชส์ที่ยังไปได้ดีในยุคนี้

 

1. แฟรนไชส์น้ำปลาหวาน จิ้มแกล้มกับผลไม้

  • ราคาเริ่มต้นแฟรนไชส์เพียง 10,000 บาท
  • งบประมาณอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับทุนและการจัดการร้านตามที่มี เช่น การตกแต่งร้าน การเลือกผลไม้กินแกล้มน้ำปลาหวาน

 

2. เนื้อย่างเสียบไม้ มีแนวคิดมาจากความนิยมทานเนื้อแบบปิ้งย่างของคนไทย เป็นธุรกิจที่ตอบโจทย์คนเมืองที่ต้องการทานแบบสะดวก พออิ่มท้อง และไม่อยากจ่ายเยอะ

  • ปัจจุบันมีให้เลือกร่วมทุนหลายเจ้าด้วยกัน 
  • งบในการดำเนินการประมาณ 3,000 – 15,000 บาท

 

3. เครป ขนมทานเล่นยอดนิยมมานานยังคงไปได้ดี

  • มีหลายแบรนด์แฟรนไชส์ให้เลือกหลากหลายแล้วแต่จุดขายที่สนใจ 
  • ชุดลงทุนแฟรนไชส์ตั้งแต่ 15,900 – 60,000 บาท ขึ้นอยู่กับแบรนด์และอุปกรณ์ส่งเสริมการขายของแบรนด์นั้นๆ 

 

4. หม่าล่า อาหารปิ้งย่างเคลือบน้ำจิ้มรสเผ็ด ได้รับความนิยมมากในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา

  • วัตถุดิบที่นำมาปิ้งย่าง เช่น เนื้อ ไก่ เอ็น ไส้กรอก ฯลฯ
  • แต่ละแบรนด์แตกต่างกันตรงที่เทคนิคการหม่าให้ได้ที่และรสชาติน้ำจิ้ม
  • ชุดลงทุนแฟรนไชส์ตั้งแต่ 1,200 -30,000 บาท

 

5. เฟรนช์ฟรายส์ อาหารทานเล่นที่บริหารจัดการได้ไม่ยาก

  • ปัจจุบันมีหลายรสชาติ และหลายแบรนด์แฟรนไชส์ให้เลือกลงทุน 
  • ชุดลงทุนแฟรนไชส์ตั้งแต่ 25,000 – 200,000 บาท

 

6. ซูชิ อาหารจากญี่ปุ่นที่ถูกปากคนไทยมานาน

  • มีตั้งแต่สเกลเล็ก ๆ เป็นซุ้มหน้าร้าน ไปจนถึงร้านนั่ง เน้นขายความสดใหม่
  • คิดราคาเป็นคำ 
  • หลายเจ้าให้เลือกลงทุน ความอร่อยจะแตกต่างกันตรงการปรุงรสข้าว
  • ชุดลงทุนแฟรนไชส์ตั้งแต่ 4,000 – 35,000 บาท 

 

7. ก๋วยเตี๋ยว ยังไปได้ในทุกยุคเศรษฐกิจ

  • มีให้เลือกลงทุนไม่ต่ำกว่า 20 แบรนด์ 
  • แต่ละแบรนด์ล้วนมีเอกลักษณ์ที่วัตถุดิบ เช่น น้ำซุป เส้น การตุ๋นเนื้อ เครื่องปรุง รสชาติลูกชิ้น ฯลฯ ที่แตกต่างกัน
  • ชุดลงทุนแฟรนไชส์ตั้งแต่ 50,000 – 150,000 บาท 

 

8. ส้มตำ ยำแซ่บ อีสานยกชุด อาหารที่คนไทยทานได้ไม่เบื่อ

  • มีตั้งแต่เมนูส้มตำที่หลากหลาย ยำรสจัดจ้าน แจ่ว อ่อม ไก่ทอด ไกย่าง ฯลฯ
  • เริ่มต้นลงทุนแฟรนไชส์ได้ตั้งแต่ 19,000 – 70,000 บาท

 

9. สเต๊ก สามารถคืนทุนได้เร็ว หากทำเลดีและเลือกลงทุนแฟรนไชส์ดี

  • งบในการดำเนินการแตกต่างกันแต่ละแบรนด์

 

10. ชาบู มีทั้งแบบจัดเป็นชุดบุฟเฟต์ หรือเสียบไม้

  • ชุดลงทุนแฟรนไชส์ตั้งแต่ 7,500 – 2,000,000 บาท

 

ธุรกิจแฟรนไชส์อาหารเป็นสินค้าที่มีผลกำไรต่อหน่วยน้อย ต้องอาศัยการขายในจำนวนมาก สิ่งที่ต้องคำนึงถึงนอกเหนือไปจากทุน จุดคุ้มทุน และผลกำไรแล้ว ยังมีเรื่องอื่นที่ผู้ประกอกการต้องใส่ใจด้วย เช่น

– การพิจารณาเรื่องทำเลที่ตั้ง เป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้ธุรกิจไปได้ไกล

– วัตถุดิบอาหารต้องสดใหม่และมีอายุในการเก็บรักษา จำต้องหมุนเวียนเปลี่ยนถ่ายทุกวัน

 

Published on 24 September 2020
SMEONE เพิ่มโอกาสให้ SME ไทย

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความแนะนำ

ทำธุรกิจความงามพลาดไม่ได้ เทรนด์ผู้ชายใส่ใจตัวเอง

หัวข้อ : เทรนด์ชายต้องหล่อมาแรง ดันตลาดความงามโต
อ่านฉบับเต็มเพิ่มเติม : https://www.kasikornbank.com/th/TrendMan.pdf

 

ตลาดความงามโดยรวมกำลังเติบโต จากพฤติกรรมคนไทยที่หันมาดูแลใส่ใจสุขภาพร่างกาย ไม่เพียงแต่ผู้หญิงเท่านั้นที่ใส่ใจในเรื่องนี้ แต่ปัจจุบันผู้ชายก็หันมาให้ความสำคัญเกี่ยวกับการดูแลภาพลักษณ์และบุคคลิกมากขึ้น กลุ่มลูกค้าผู้ชายจึงเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการพัฒนาสินค้า บริการ หรือต่อยอดธุรกิจความงามจากเดิมสินค้ายอดฮิตของตลาดความงามผู้ชาย เป็นสินค้าที่เกี่ยวกับการดูแลร่างกาย (Men’s Grooming) เติบโตเฉลี่ยประมาณ 6.4% ต่อปี ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น และมีอัตราเติบโตสูงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

  1. ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในห้องน้ำและหลังการอาบน้ำ มีสัดส่วนประมาณ 75.2% ของผลิตภัณฑ์เพื่อความงามผู้ชาย เช่น ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม ผลิตภัณฑ์อาบน้ำและผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย โดยตลาดนี้มีการเติบโตเฉลี่ย 7% ต่อปี
  2. ผลิตภัณฑ์โกนหนวด มีสัดส่วนประมาณ 14.5% และมีการเติบโตเฉลี่ย 3.7% ต่อปี
  3. ผลิตภัณฑ์น้ำหอม มีสัดส่วนประมาณ 10.3% และมีการเติบโตเฉลี่ย 4.9% ต่อปี

 

 

โดยตลาดความงามผู้ชายส่วนใหญ่เติบโตจากกลุ่มผู้ชายอายุระหว่าง 20-39 ปี หรือกลุ่มมิลเลนเนียลส์ (Millennials) ที่เริ่มสนใจดูแลบุคลิกภาพของตนเอง และเป็นกลุ่มที่ใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าและบริการเกี่ยวกับความงามค่อนข้างสูง โดยพฤติกรรมของกลุ่มมิลเลนเนียลส์ที่สำคัญ มีดังนี้

ไม่ยึดติดกับตราสินค้า และไม่ได้ยึดปัจจัยด้านราคาเป็นหลัก

  • ผู้ชายกลุ่มมิลเลนเนียลส์ชอบที่จะทดลองและเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ ที่ตรงกับความต้องการ หรือไลฟ์สไตล์ของตนเอง
  • มีความคาดหวังถึงประสบการณ์ที่ดีทางด้านคุณภาพและการบริการ
  • ถ้าเป็นคลินิกความงาม ผู้ใช้บริการทั่วไปอาจตัดสินจากความเชื่อถือในตัวแพทย์ผู้ให้บริการ แต่กลุ่มนี้ก็พร้อมจะไปลองใช้บริการในสถานที่ใหม่ ตามคำแนะนำของญาติ เพื่อน หรือที่มีการกล่าวถึงในโลกโซเชียล
  • หากเกิดความประทับใจในสินค้าหรือบริการ ก็อาจปรับเปลี่ยนไปใช้ของแบรนด์ใหม่ได้
  • หากสินค้าหรือบริการของแบรนด์ที่ใช้อยู่ ไม่สามารถตอบสนองความต้องการใหม่ ๆ ก็อาจเปลี่ยนใจได้เช่นกัน

สืบค้นข้อมูลก่อนตัดสินใจ

  • จะมีการหาข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับคุณสมบัติของตัวสินค้า
  • มีการเปรียบเทียบราคาและคุณภาพสินค้า รวมถึงติดตามการรีวิวจากผู้เชี่ยวชาญ ผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าหรือบริการเพิ่มมากขึ้น

สนใจสินค้าที่มีนวัตกรรม

  • สนใจในสินค้าดูแลร่างกายที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ ปราศจากสารเคมีหรือสารที่ก่อให้เกิดการแพ้
  • ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติหลายด้านในหนึ่งผลิตภัณฑ์ เพื่อลดขั้นตอนการใช้ และต้องเห็นผลเร็ว แต่ก็ต้องมีความปลอดภัยได้มาตรฐานตามที่กำหนด
  • บรรจุภัณฑ์ควรแสดงความเป็นตัวตนของผู้ชาย หรือตามเทรนด์ที่นิยม

ราคาที่สมเหตุสมผล

  • แม้จะมีความกล้าที่จะใช้จ่าย แต่จะจ่ายในสิ่งที่เห็นว่ามีความคุ้มค่า
  • สำหรับสินค้าที่มีส่วนผสมพิเศษ ที่มีการรับรองถึงประสิทธิภาพ ถึงจะมีราคาสูงก็ได้รับความสนใจ
  • การรักษาคุณภาพสินค้าเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญต่อความน่าเชื่อถือ และการซื้อครั้งต่อไป

 

ตลาดสินค้าความงามสำหรับกลุ่มผู้ชายในไทยเริ่มมีการแข่งขันที่สูงขึ้น เพื่อลดการแข่งขันตลาดในประเทศ ผู้ประกอบการควรให้ความสนใจกับตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านอย่าง กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม ที่แม้ว่ามูลค่าตลาดความงามสำหรับผู้ชายอาจยังไม่สูงมากนัก แต่ก็มีการเติบโตต่อเนื่อง และยังมีเรื่องของข้อได้เปรียบที่สำคัญของสินค้าและบริการของไทยก็คือ ผู้บริโภคในประเทศเพื่อนบ้านต่างมีการติดตามเทรนด์ทางด้านความงามของไทย และมีความเชื่อถือในคุณภาพรวมถึงความคุ้มค่าของสินค้าและบริการจากไทยค่อนข้างสูง

 

Published on 24 September 2020
SMEONE เพิ่มโอกาสให้ SME ไทย

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความแนะนำ